“จริยธรรม” หมายถึงหลักหรือวิชาความรู้เกี่ยวกับศีลธรรมหรือจรรยาของมนุษย์ มีความสำคัญเพราะเป็นหลักที่ทุกคนควรนำมาปฏิบัติเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข

หลายคนพูดถึง “จริยธรรม” ในแบบเดียวกับที่พูดถึงข้าวเย็นเมื่อวานนี้หรือดินฟ้าอากาศ คือแม้จะถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นพูดถึงบ่อยๆ แต่มีน้อยคนที่จะเห็นความสำคัญหรือลุกขึ้นมาคิดอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนไร้จริยธรรม แต่ประเด็นปัญหาด้านจริยธรรมก็ยังคงเป็นปัญหาพื้นฐานที่พบได้ในทุกแห่งของการทำงาน ปัญหานี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอย่างการลักลอบเป็นชู้หรือฉ้อโกงหลายล้านบาท แต่อาจเป็นแค่การรับขนมจากผู้แทนบริษัทยาแล้วสั่งยายี่ห้อนี้มากขึ้น หรือไปประชุมต่างประเทศพร้อมทัวร์หนึ่งสัปดาห์ก่อนประชุมเพื่อเสนอชื่อยาเข้าโรงพยาบาล ปัญหาจริยธรรมอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่งกว่านั้นอีก เช่น การไปตรวจผู้ป่วยสาย 10 นาทีทุกวันหรือการหยิบกระดาษทิชชู่ของที่ทำงานกลับไปใช้ที่บ้านสัปดาห์ละม้วน

คนส่วนใหญ่คิดว่าการสอนจริยธรรมคือการฟังเทศน์, ปฏิบัติธรรม, อ่านหนังสือธรรมะ, หรือแม้แต่ให้คัดลอกคำประกาศสิทธิผู้ป่วยสิบรอบจนขึ้นใจ ไม่มีใครพิสูจน์ว่าวิธีเหล่านี้ได้ผลจริงหรือไม่และมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อมองจากมุมของบุคลิกภาพแล้ว เราสามารถพัฒนาจริยธรรมได้เพราะบุคลิกภาพแต่ละแบบก็ให้คุณค่ากับสิ่งที่แตกต่างกัน

บุคลิกภาพแต่ละแบบไม่สามารถบอกว่าคนๆ นั้นมีจริยธรรมมากหรือน้อยกว่ากัน แต่ละแบบบอกเพียงว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกันในการรับมือกับปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการทำความเข้าใจบุคลิกภาพจึงมีประโยชน์อย่างมากในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดจริยธรรมขึ้น และทำให้จริยธรรมกลายเป็นเรื่องที่มีเหตุผลในการนำไปปฏิบัติมากขึ้นด้วย

Ethics, morals, values, integrity

(จริยธรรม, ศีลธรรม, ค่านิยม, และความสัตย์จริง)

อะไรคือ “จริยธรรม” กันแน่? ไม่มีคำตอบที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคำถามนี้เนื่องจากจริยธรรมเป็นแนวคิดที่ซับซ้อนซึ่งประกอบด้วยศีลธรรม, ค่านิยม, และความสัตย์จริง ซึ่งส่วนประกอบแต่ละอย่างมีผลกระทบซึ่งกันและกัน

จริยธรรม (ethics)

หมายถึงสภาวะของคุณธรรมในขณะนั้น ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการตัดสินตามหลักศีลธรรมสำหรับแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา

ศีลธรรม (morals)

เป็นตัวสะท้อนให้เห็นธรรมเนียมปฏิบัติในสังคมซึ่งได้รับการถ่ายทอดต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น เราจะใช้ศีลธรรมเป็นหลักในการสร้างจริยธรรม และพัฒนาไปสู่ค่านิยมต่อไป

ค่านิยม (values)

เป็นมุมมองของตนเอง เกิดจากการตีความธรรมเนียมปฏิบัติในสังคมตามแนวคิดของเราเอง

ความสัตย์จริง (integrity)

แสดงให้เห็นความกลมกลืนระหว่าค่านิยม (values) กับจริยธรรม (ethics) และการตัดสินใจของเราเอง (responsibilities) ซึ่งสอดคล้องไปในทางเดียวกัน Stephen L. Carter ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยเยลเขียนไว้ในหนังสือชื่อ Integrity ว่าผู้ที่มี Integrity ไม่ได้มีแค่ความซื่อสัตย์ (honest) เท่านั้น แต่ยังดำรงตนอยู่ในความเป็นจริง (truthful) ด้วย คุณสมบัตินี้อาจเรียกว่า “ความสัตย์จริง” ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่

1. Discernment  - รู้ว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด (values ที่อยู่บนพื้นฐานของ morals)
2. Steadfastness – ปฏิบัติตนตามสิ่งที่เราเห็นว่าถูกหรือผิด เชื่อในความถูกต้องและทำตามสิ่งที่เชื่อ รับรู้ว่าหากทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องจะเกิดผลตามมาอย่างไร (ethics)
3. Forthrightness – สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าเราเลือกทำในสิ่งถูกต้อง ไม่อายที่จะต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง กล้าบอกต่อสาธารณะว่าสิ่งที่เราทำเป็นความชอบธรรมอย่างไรแม้ว่าจะมีผู้ไม่เห็นด้วยก็ตาม (responsiblities)

    สิ่งสำคัญคือเราต้องมี “ค่านิยม” ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ศีลธรรม” ในสังคมเสียก่อน ต่อมาเราต้องเชื่อและศรัทธาในศีลธรรมนี้ หลังจากนั้นจึงจะบอกได้ว่าพฤติกรรมที่เป็น “จริยธรรม” ที่ควรปฏิบัติเป็นกิจวัตรคืออะไร และเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในประเด็นศีลธรรมที่เกิดขึ้น “ความสัตย์จริง” ในตัวเราจะมีความสำคัญที่สุดในการเอาชนะปัญหานี้ จริยธรรมจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าเราไม่มีความสัตย์จริงในการทำ  

ตัวอย่างเช่น ชาวเขาเผ่าหนึ่งส่งลูกสาวที่เพิ่งเข้าวัยรุ่นใหม่ๆ ไปทำงานเป็นหมอนวดในอาบอบนวดในกรุงเทพฯ เมื่อลูกสาวได้เงินแล้วก็จะส่งกลับมาเพื่อให้พ่อแม่ปลูกบ้านและซื้อรถ ถ้ามองจากมุมมองของชาวเขาเผ่านี้แล้ว “ศีลธรรม” ของเด็กสาวในหมู่บ้านคือเป็นลูกต้องหาเลี้ยงพ่อแม่ ปลูกบ้านและซื้อรถให้พ่อแม่สุขสบาย เด็กสาวที่ดูแลพ่อแม่ได้เช่นนี้ถือว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม ดังนั้น “ค่านิยม” ของเด็กสาวและคนในหมู่บ้านคือเมื่อมีลูกสาวอายุประมาณสิบหกปีก็ต้องส่งไปเป็นหมอนวดในเมืองกรุง “จริยธรรม” ของเด็กสาวกลุ่มนี้คือต้องปฏิบัติตนตามความเชื่อซึ่งเกิดจากนิยามของศีลธรรมและค่านิยมส่วนตัว นั่นคือคนที่ทำงานส่งเงินมาให้พ่อแม่ถือเป็นคนดี การทำงานขายบริการหรือเป็นหมอนวดเพื่อวัตถุประสงค์นี้จึงถือเป็นการดำรงตนอยู่ในจริยธรรมสำหรับเขา เด็กสาวที่เชื่อมั่นในศีลธรรมที่สืบต่อกันมาของหมู่บ้านและภูมิใจในความเป็นลูกที่ดีของตัวเองก็จะเป็นคนที่มี “ความสัตย์จริง” คือภูมิใจในสิ่งที่ทำลงไปและเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง ใครถามว่าทำไมไม่เรียนหนังสือ ทำไมไม่รักศักดิ์ศรี เขาก็สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ว่าการเรียนหรือศักดิ์ศรีไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือได้รับการชื่นชมจากคนในหมู่บ้าน การเป็นหมอนวดหาเงินสร้างบ้านสิถึงจะเป็นลูกที่ดี ทุกคนในหมู่บ้านก็ชื่นชม แม้ว่าคนอื่นนอกหมู่บ้านไม่ชื่นชมก็ไม่เป็นไรเพราะสุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านอยู่ดี แล้วจะแคร์อะไรกับสายตาของคนภายนอก เมื่อมองจากตัวอย่างนี้แล้วอาจจะทำให้เราใจกว้างมากขึ้นว่าจริยธรรมเป็นเรื่องของการตีความจริงๆ

ปัญหาที่สำคัญเมื่อเราพยายามกระตุ้นให้เกิดจริยธรรมคือ “จะวัดอย่างไร” เนื่องจากจริยธรรมเป็นเรื่องที่ตีความจากมุมมองของแต่ละบุคคลและหลายครั้งเกิดจากการเปรียบเทียบ นี่เป็นประเด็นสำคัญของการสร้างจริยธรรมตามแนวบุคลิกภาพเลยทีเดียว เพราะคนต่างบุคลิกกันจะตีความจริยธรรม, คุณธรรม, ค่านิยม, และความสัตย์จริงแตกต่างกันมาก และแต่ละคนก็มักจะคิดว่าการตีความของตนเองถูกต้องที่สุดเสียด้วย ตัวอย่างเช่นคนที่เป็น ISTJ แต่อยู่ในสถานที่ที่คนส่วนใหญ่เป็น ENFP ส่งผลให้คนส่วนใหญ่มองว่า ISTJ เป็นพวกหัวโบราณ, อนุรักษ์นิยม ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมส่วนบุคคลกับจริยธรรมขององค์กรจึงกลายเป็นประเด็นมากขึ้น และหลายครั้งที่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องศาสนา, ชีวิตครอบครัว, และปัญหาทางกฎหมาย

จริยธรรมจากมุมมองความถนัดของจิตใจ

E โฟกัสไปยังสิ่งรอบตัว ดังนั้นจริยธรรมจึงเป็นเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งคนส่วนใหญ่มองเห็นได้ ชาว E ส่วนใหญ่โดยเฉพาะ EJ ต้องการควบคุมจริยธรรมของทุกคนที่อยู่ในความดูแล บางครั้งก็ควบคุมไปถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลด้วย

I ตรงข้ามกับ E เพราะชาว I ต้องการควบคุมแต่จริยธรรมของตนเองเท่านั้น บางครั้งอาจรวมไปถึงครอบครัวด้วยก็ได้ สำหรับชาว I แล้ว จริยธรรมคือพฤติกรรมที่เกิดจากการชี้นำภายในความคิดและจิตใจ คำขวัญประจำใจคือ “เราโกหกใจตัวเองไม่ได้”
S มองเห็นจริยธรรมอย่างเฉพาะเจาะจงและขึ้นกับโอกาส ไม่ว่าเรื่องนั้นจะถูกหรือผิด จริยธรรมเป็นเรื่องต้องตัดสินกันตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดในภาพกว้างๆ ได้ และเป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปจัดการให้เร็วที่สุด
Nชาว N มองว่าจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักการและความเป็นจริงหลายอย่างในจักรวาลนี้ ดังนั้นจริยธรรมจึงเป็นเพียงการเปรียบเทียบซึ่งแต่ละสถานการณ์ก็จะมีบริบทของจริยธรรมแตกต่างกันไป
Tมองว่าจริยธรรมคือหลักการที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ถ้าใครละเมิดก็จะได้รับการลงโทษ ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล ดังนั้นถ้าใครไม่สามารถปฏิบัติตัวตามจริยธรรมได้ก็จะต้องถูกพิจารณา
Fตรงข้ามกับ T เพราะมองว่าจริยธรรมเป็นดอกผลที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์ การแบ่งแยกว่าถูกหรือผิดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับค่านิยมส่วนบุคคลของคนๆ นั้นด้วย
Jมองว่าจริยธรรมเป็นขาวกับดำ ถ้ามีการกำหนดขึ้นมาแล้วว่าสิ่งนี้เรียกว่าจริยธรรม คนที่ละเมิดจะไม่มีสิทธิ์ต่อรองหรือลดหย่อนโทษ
P มักจะตั้งคำถามกับจริยธรรมเสมอแม้ว่าเป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วน่าจะแน่นอนไม่มีข้อกังขา เพราะความที่ได้รับข้อมูลใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ทำให้ต้องคอยคิดใคร่ครวญใหม่อยู่เสมอว่าทัศนคติในเรื่องจริยธรรมคืออะไรกันแน่

สังขารของจริยธรรม

    ในเมื่อสังขารของคนเรายังร่วงโรยไปได้ตามเวลา จริยธรรมก็มีสังขารด้วยเหมือนกัน เช่นเดียวกับสัจธรรม, ความสวยงาม, และคอนแทกเลนส์ สิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยงและเปลี่ยนแปลงได้ กระทั่งสัจธรรมก็ยังไม่เที่ยง ความงามก็ยังร่วงโรยไปได้ นอกจากนั้นยังไม่ได้บ่งบอกถึงตัวตนของคนๆ นั้นอย่างแท้จริง เช่น คนใส่คอนแทกเลนส์สีฟ้าก็อาจจะมีตาสีดำได้ บุคลิกภาพและจริยธรรมก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่แสดงออกมาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้และอาจไม่ได้บอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคนๆ นั้น หากจะคาดเดามาตรฐานจริยธรรมของคนแต่ละคนเห็นที่จะมีมากมายไม่จบสิ้น ดังนั้นอาจลองแบ่งการจัดการกับปัญหาจริยธรรมของคนแบบต่างๆ ออกคร่าวๆ เป็น 4 กลุ่มตาม temperaments ได้แก่

1. NFs ชาวหนูผู้ใฝ่สัมพันธ์ - ชาวหนูอาจมองดูเราและประเมินว่าเราจะสามารถยอมรับความจริงที่โหดร้ายหรือความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธได้หรือไม่ หากชาวหนูประเมินว่าเรารับไม่ได้ เขาจะเลือกพูดโกหกคำโตออกมาได้อย่างแนบเนียน เช่น “ฉันว่าเธอเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้เลยนะ แต่นโยบายของบริษัทมันบังคับให้เราจำเป็นต้องเลือกคนอื่นแทนเธอน่ะสิ”

2. NTs ชาวอินทรีผู้ใฝ่รู้ – ชาวอินทรีไม่เคยพูดโกหก เขาพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ดังนั้นคำที่ออกมาจากปากชาวอินทรีจึงเป็นคำพูดทั้งหมดที่ชาวอินทรีต้องการให้เราได้ยินจริงๆ เช่น “มีคนที่ผ่านเกณฑ์ให้เราเลือกมากมายเลย ทุกคนก็เก่งกันทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็ต้องเลือกคนที่เก่งและเหมาะสมกับตำแหน่งที่สุดล่ะนะ”

3. SJs ชาวหมีผู้ใฝ่งาน – ชาวหมีจะตีกรอบจริยธรรมจากนโยบายของบริษัทและกระบวนการต่างๆ และยึดสิ่งนี้เป็นหลักในการพิจารณา เช่น “งานนี้ต้องการคนที่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อนอย่างน้อย 2 ปี แต่เธอเพิ่งมีแค่ปีครึ่งก็เลยยังไม่ได้นะ”

4. SPs ชาวกระทิงผู้ใฝ่สำเร็จ – จริยธรรมของชาวกระทิงส่วนใหญ่จะแล้วแต่สถานการณ์พาไปในขณะนั้น ดังนั้นจึงคาดเดาได้ยากมาก คือเป็นอย่างชาวหนู, อินทรี, หมี, หรืออาจจะ “ฉันว่าเธอลองเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างลงไปในใบสมัครแล้วส่งไปใหม่วันพรุ่งนี้ดีไหม ก็ยังมีโอกาสให้ลองอยู่นี่”

หลักการพื้นฐาน 2 ข้อ

ไม่ว่าเราจะเป็นคนไทป์ใดก็ตาม มีหลักการพื้นฐานอยู่ 2 ข้อสำหรับการปฏิบัติตนให้มีจริยธรรม ได้แก่

1.เราสามารถทำให้คนเพียงคนเดียวปฏิบัติตนอย่างมีจริยธรรมได้ คนๆ นั้นคือตัวเราเอง

2.มุมมองของเราต่อจริยธรรมของผู้อื่นอาจสะท้อนให้เห็นค่านิยมเรื่องคุณธรรมของตัวเราเองแทนที่จะสะท้อนคุณธรรมของคนๆ นั้นก็ได้ เช่น ถ้ามีเพื่อนร่วมห้องเรียนของเราคนหนึ่งยอมลุกขึ้นจากที่นั่งแถวหน้าสุดเดินไปนั่งที่โต๊ะหลังห้อง ลองถามตัวเองว่า “เพื่อนคนนั้นย้ายไปนั่งหลังห้องทำไม” บางคนอาจตอบว่าเขาต้องการเสียสละให้เพื่อนตัวเล็กและสายตาสั้นนั่งข้างหน้า บางคนก็คิดว่าเพราะเขาจะได้แอบหลับสะดวก คำตอบเหล่านี้ไม่มีถูกหรือผิดแต่เป็นคำตอบที่สะท้อนคุณธรรมในตัวเราเอง หมายถึงคำตอบที่ได้คือตัวเราที่สวมลงไปในสถานการณ์ของเพื่อนนั่นเอง

ดูแล้วเหมือนจริยธรรมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายและมองเห็นชัดเจนจากหลักการนี้ แต่ในความเป็นจริงเรามักมองไม่เห็นปัญหาจริยธรรมของตนเองในระหว่างที่มักจะมองเห็นคนอื่นมีปัญหาไปเสียหมดเพราะเป็นการมองจากมุมมองของเราเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นอาจสรุปได้ว่าจริยธรรมไม่มี “ถูก” หรือ “ผิด” การที่เรามองว่าคนที่โกงเงินสิบบาท, โกหก, หรือมาสายเป็นเรื่องผิดก็เพราะเราตีความศีลธรรมแตกต่างจากเขานั่นเอง ตัวคนที่ทำอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ผิดก็ได้ ความแตกต่างในเรื่องมุมมองนี้ไม่ได้เกิดกับบุคลิกภาพทั้ง 16 ไทป์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้จากความแตกต่างของเชื้อชาติ, ศาสนา, วัฒนธรรม, หรือแม้แต่สถานะทางสังคมด้วย

วิธีมองปัญหาจริยธรรมตามแบบคน 16 ไทป์

ถ้ามีใครสักคนมาขอร้องให้เราช่วยจัดการปัญหาจริยธรรมของเพื่อนอีกคนหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราไม่ใช่คนที่จะกระโดดเข้าไปจัดการปัญหาจริยธรรมนี้ด้วยตัวเอง แต่ควรทำให้คนที่มาขอร้องเรามองเห็นว่าคนแต่ละไทป์ก็มีมุมมองเรื่องจริยธรรมแตกต่างกันไป เราสามารถมองปัญหาจริยธรรมจากมุมมองของอักษรทั้งสี่คู่ได้ วิธีนี้ช่วยให้เราจัดการกับปัญหาและสถานการณ์ที่ยากต่อการตัดสินใจ (dilemma) ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและมั่นใจมากขึ้นด้วย

วิธีจัดการกับปัญหาจริยธรรมของผู้อื่น แบ่งตามความถนัดของเรา

E
•    พยายามเข้าไปฟังเรื่องราวที่แท้จริงจากปากคนที่มีปัญหา และค้นหาว่าอะไรคือปัญหาของเขา
•    อย่าโต้เถียงหรือทำอะไรเกินเหตุ
•    ระวังอย่าพูดเรื่อยเปื่อยน้ำท่วมทุ่งหรือสรุปความเร็วเกินไปในสิ่งที่ไม่สำคัญ
I
•    พูดอะไรออกมาบ้างก็ได้
•    ให้คำพูดหรือการกระทำบางอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวว่าอะไรคือปัญหา
•    อย่าเก็บเอาปัญหาของคนอื่นเข้ามาเป็นปัญหาของตัวเอง
S
•    พยายามจับประเด็นให้การสนทนาโฟกัสอยู่ในเรื่องที่เฉพาะเจาะจง
•    ควรเช็คว่าปัญหานี้เป็นเรื่องไม่ไกลตัว, เป็นไปได้, และเป็นเรื่องจริง
•    ตัดสินใจว่าปัญหาที่เราตกลงปลงใจจะช่วยเป็นสิ่งที่เราช่วยได้จริงๆ
N
•    มองภาพกว้างๆ
•    ยกคำถาม เช่น “แล้วอนาคตมันน่าจะเป็นยังไง” หรือ “ผลมันน่าจะออกมาแบบไหน”
•    ระลึกไว้ว่า N คือนักหาเหตุผล ซึ่งอาจจะมองในมุมที่เห็นทางแก้ปัญหา หรืออาจจะมองว่าปัญหานี้หมดหวังที่จะแก้ก็ได้
T
•    ช่วยให้ผู้อื่นเรียบเรียงความคิดว่าปัญหาแท้จริงคืออะไร
•    ช่วยผู้อื่นให้เดินหน้ามุ่งไปที่วัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหา
•    สังเกตความแตกต่างระหว่างการลงมือทำตามหลักเหตุผลกับการลงมือทำตามความถูกต้องแต่เป็นความถูกต้องในมุมมองของตัวเราเอง
F
•    ระมัดระวังอย่าช่วยผู้อื่นด้วยการแก้ที่ปลายเหตุเพื่อให้สบายใจโดยไม่ได้แก้ปัญหา หรือรับเอามาเป็นปัญหาของเราเอง
•    พยายามอย่าเอาอารมณ์ของตัวเองมาปะปน แล้วเราจะกลายเป็นผู้ฟังที่ดีเอง
•    ชี้ให้เห็นว่าการผิดจริยธรรมของเขาอาจเป็นผลมาจากการกระทำของคนอื่นหรือค่านิยมของคนอื่นก็ได้
J
•    นิยามปัญหาอย่างชัดเจนและหาทางแก้
•    แต่..ระวังเผลอด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป
•    อย่าเผลอคิดวางแผนจัดการปัญหามากเกินไปเพราะเสียเวลาและทำให้เราแก้ปัญหาด้วยวิธีที่จำกัด    P
•    บอกเพื่อนว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจเพราะอาจจะเสียใจภายหลังได้
•    ช่วยให้เพื่อนมองเห็นทางแก้ปัญหาทางอื่น
•    รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรจะถอยออกมาเพื่อให้เพื่อนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

3 ขั้นตอนสู่การเผชิญหน้ากับปัญหาจริยธรรม

ก่อนที่เราจะกระโดดเข้าไปจัดการกับปัญหาจริยธรรมใดๆ ก็ตาม มีขั้นตอน 3 ขั้นที่ควรทราบดังนี้

1.ฟังและทำความเข้าใจ – ตั้งใจฟังว่าเขาพูดอะไรบ้างแต่พยายามไม่พาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ตั้งใจมั่นกับตัวเองว่าเราจะไม่คิดเลยไปถึงว่าควรจะทำอย่างไรบ้างกับเรื่องนี้อย่างน้อยใน 24 ช.ม.ข้างหน้า

2.พิจารณาสาเหตุ – ย้อนกลับไปที่ตารางวิธีการจัดการกับปัญหาจริยธรรมของผู้อื่นในคนทั้ง 16 ไทป์แล้วถามตัวเองว่าไทป์มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของเราหรือไม่

3.ลงมือทำ – ถ้าเราเชื่อว่าปัญหานี้ควรจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ควรตัดสินใจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางทีปัญหาอาจจะไม่ได้ร้ายแรงมากในความรู้สึกของเรา แต่ถ้าคิดว่าทำอะไรไปแล้วน่าจะเกิดผลดีในอนาคตก็ควรจะทำ

โดยสรุปว่าการมองจริยธรรมผ่านแนวคิดเรื่องทฤษฎีไทป์ประกอบด้วยความจริง 3 ประการ ประการแรก ซึ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องระลึกไว้ในใจเสมอว่าคนๆ เดียวที่เราสามารถจัดการเรื่องจริยธรรมได้คือตัวเราเองเท่านั้น ต่อให้เราห่วงใยหรือมองเห็นว่าคนอื่นกำลังทำเรื่องที่ผิดพลาดมากแค่ไหน เราก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนพฤติกรรมดั้งเดิมของคนที่ไม่ต้องการเปลี่ยนได้เลย ประการที่สอง คือเมื่อเราพูดถึงเรื่องจริยธรรมเมื่อไร ความเห็นของเราในการตัดสินถูกผิดมักจะเป็นมุมมองจากตัวเราเป็นส่วนใหญ่มากกว่าตีความตามพฤติกรรมที่ปรากฏของผู้อื่น ดังนั้นการที่เรากล่าวหาใครบางคนว่าเขาทำผิดหรือไร้ศีลธรรมจึงมักจะสะท้อนให้เห็นปมปัญหาที่ยังแก้ไขได้ไม่หมดในใจของเราเองมากกว่าปัญหาของคนๆ นั้น ประการสุดท้าย แนวคิดเรื่องจริยธรรมของเราสะท้อนพัฒนาการของบุคลิกภาพตลอดชีวิตของเรา ดังนั้นเมื่อใดที่บุคลิกภาพของเราพัฒนาขึ้น จริยธรรมในตัวเราก็จะพัฒนาตามไปด้วย เราจึงพบว่าเหตุการณ์หนึ่งที่เราคิดว่ายอมรับได้ในช่วงหนึ่งของชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจจะเปลี่ยนใจและคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าตำหนิก็ได้ หรือบางครั้งเราอาจจะอยากทำตัวแหกกฎเสียเองทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะทำแม้แต่น้อย

ดังนั้นสิ่งที่เรามองเห็นได้ในขณะนี้คือ “จริยธรรม” มีอย่างน้อย 2 แบบ คือจริยธรรมของเราเองและของผู้อื่น การมองจริยธรรมผ่านไทป์ไม่ได้ต้องการให้คนไร้จริยธรรมหายไปจากโลกนี้ แต่ต้องการให้แนวคิดคร่าวๆ ที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เราสามารถหาวิธีการจัดการกับปัญหาจริยธรรมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

บทความโดย ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออง

ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Reference: Kroeger O, Thuesen JM, Rutledge H, Type Talk at Work. Dell Publishing, NY:2002.

edit @ 4 Mar 2010 19:56:45 by Dr.Oh